"..ยังได้แสดงข้อมูลให้เห็นอีกว่า ทำไม เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังสงครามโลกแล้ว จึงยังเปลี่ยนชื่อกลับมาใช้สยามดังเดิมไม่ได้.."
"ไทย" และ "สยาม"
ในความรับรู้ส่วนใหญ่ของคนในประเทศนี้ มักจะบอกว่า ก็หมายถึงชื่อของประเทศเดียวกัน
เพียงแต่เมื่อก่อนเรียกว่า สยาม แต่มาเปลี่ยนในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2482 เป็นคำว่า ไทย ก็เท่านั้น
ในความรับรู้เช่นนี้ ก็คล้ายจะมองได้ว่า การเปลี่ยนชื่อก็ไม่ได้ผิดปกติอะไร
หากแต่ในความรับรู้ของคนอีกจำนวนหนึ่งกลับไม่คิดเช่นนั้น แต่คิดว่า ควรจะเปลี่ยนชื่อประเทศกลับไปเป็น "สยาม" อีกครั้ง
ดังนั้น ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อช่วงปี 2550 "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจากประเทศไทย กลับไปเป็นประเทศสยาม โดยออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2550 เพื่อขอให้ลงชื่อเรียกร้องร่วมกัน
ใช่ว่าจะเป็นครั้งแรก ที่ อ.ชาญวิทย์จะมีความเห็นเกี่ยวกับชื่อประเทศ
ครั้งหนึ่งเขาเคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ และกลายมาเป็นหนังสือชื่อ "จากสยามเป็นไทย : นามนั้นสำคัญไฉน?" พิมพ์ครั้งแรกเดือนพฤศจิกายน 2548 โดยสำนักพิมพ์มติชน
เนื้อหาบอกเล่าที่มาที่ไปของการเปลี่ยนชื่อประเทศ ซึ่งทำให้เห็นเบื้องลึกของแนวความคิดนี้ ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ การเมือง และสังคมในขณะนั้นและก่อนหน้า
นอกจากนี้ยังได้แสดงข้อมูลให้เห็นอีกว่า ทำไม เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังสงครามโลกแล้ว จึงยังเปลี่ยนชื่อกลับมาใช้สยามดังเดิมไม่ได้
ทั้งๆที่มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 7 กันยายน 2488 ให้ใช้นามประเทศในภาษาอังกฤษว่า Siam ก่อนจะมาใช้ Thailand อีกครั้ง เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม กลับมาจากการรัฐประหารเมื่อปี 2490
และทำไมในการร่างรัฐธรรมนูญหลายครั้ง หรือการเรียกร้องในหลายที ให้นำชื่อ สยาม กลับมาเป็นนามของประเทศ จึงไม่สำเร็จ หรือบางครั้งก็ไม่ได้รับความสนใจ
คล้ายกับว่าในความรับรู้ของคนส่วนใหญ่ได้ฝังแน่นไปแล้ว จนความเห็นคนส่วนน้อยไม่มีผลให้ต้องทบทวน
เสมือนว่า นามไหนก็ไม่สำคัญฉะนั้นแล้ว..
-------------------





