Share

หน้าเว็บ

Postcard เมืองแป้

.....

Phrae Observer

เว็บไซต์บอกเล่าเรื่องราวของเมืองแพร่ในฐานะผู้สังเกตการณ์

Instagram

เปิดชมและติดตามกันได้นะครับ (^.^)

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 2551 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 2551 แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ชาติ ศาสนา ซาชิมิ

".. แม้ว่าเรื่องราวเกือบทั้งหมดในเล่มนี้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่ก็ทำให้คิดถึงบางเรื่องราวในเมืองไทยได้ .."

ชาติ ศาสนา ซาชิมิ” หนังสือซึ่งบอกเล่าการเปลี่ยนแปลงของโลกและการปรับตัวของผู้คนได้ดีเล่มหนึ่ง
    แม้ว่าเรื่องราวเกือบทั้งหมดในเล่มนี้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่ก็ทำให้คิดถึงบางเรื่องราวในเมืองไทยได้ นั่นก็เพราะว่าสิ่งต่างๆล้วนเชื่อมโยงกันจนยากจะปฏิเสธได้ และเรื่องราวต่างๆก็เกิดขึ้นจากคน ซึ่งยังคงมีบาปและกิเลสเหมือนๆกัน
    ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2551 โดยสำนักพิมพ์โอเพ่น บุ๊คส์
    เขาเขียนไว้ในคำนำว่า หนังสือเล่มนี้มุ่งหวังที่จะอธิบายผลกระทบของโลกาภิวัตน์ซึ่งมีต่อส่วนต่างๆของสังคม โดยพยายามอธิบายข่าวที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับความเป็นมาของประวัติศาสตร์ ซึ่งมักไม่มีพื้นที่พอที่จะเขียนลงไปหน้าหน้งสือพิมพ์ รวมทั้งพยายามอธิบายวิธีการ ข้อจำกัด และอุปสรรคในการแสวงหาคำตอบให้แก่ปัญหาที่เผชิญหน้าโลกเราอยู่ทุกวันนี้
    อย่างเช่นเรื่องราวของ แชโบล ในเกาหลีใต้ ซึ่งก่อให้เกิดสามเหลี่ยมเหล็ก ทำให้เห็นว่าการเอาคนรวยเข้าคุกนั้นยากแค่ไหน ยิ่งเป็นนักการเมืองรวยๆด้วยแล้ว ยิ่งจะยากขึ้นอีก
    เรื่องราวของสตาร์บัคส์ และเรื่องราวของซาชิมิ ร้านกาแฟและอาหารที่คนไทยในกรุงส่วนใหญ่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แม้บางคนจะไม่ได้ดื่มและทานบ่อยครั้งก็ตาม
    เรื่องราวของนักการเมืองบางประเทศ ซึ่งเคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา แต่ก็หักหลังกันได้ หรือแม้แต่เคยเป็นศัตรูกันมาก็หันมากอดกันอย่างหน้าชื่นตาบาน เพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว (แต่อ้างเพื่อชาติ?) ก็ทำให้อดคิดถึงประเทศไทยไม่ได้
    เรื่องราวการโฆษณาชวนเชื่อของนายกรัฐมนตรีบางประเทศ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงและครอบงำสื่อ นี่ก็คล้ายๆจะได้เห็นเมื่อไม่นานมานี้เหมือนกัน
    ใช่ว่าในหนังสือเล่มนี้จะไม่มีเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยโดยตรง ในบทเกี่ยวกับของขวัญจากชาวฝรั่งเศสถึงอเมริกา ซึ่งใช้ในเชิงสัญลักษณ์ถึงเสรีภาพ ก็ได้กล่าวถึงระเบิดเวลาที่ฝรั่งชาตินี้ฝากไว้ให้ประเทศไทยและกัมพูชา
    และเพิ่งจะระเบิดขึ้นอีกครั้ง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของทั้งสองชาติเพื่อนบ้าน เมื่อไม่นานมานี้..

--------------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก ใน คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๑

บันทึกฅนข่าว 7 ตุลา

".. หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกของนักข่าว 20 กว่าคน ซึ่งอยู่สนามข่าว 7 ตุลา .."

7 ตุลาคม 2551 กับเหตุการณ์ความรุนแรง ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้เกิด แต่ก็มีขึ้นแล้ว รายละเอียดตลอดทั้งวันนั้น ถูกรายงานผ่านสื่อหลากหลาย

    ล่วงมาถึงเดือนธันวาคม 2551 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้ออกหนังสือ "บันทึกฅนข่าว 7 ตุลา ข้อเท็จจริงที่แตกต่าง" ดำเนินการผลิตโดยสำนักพิมพ์มติชน มีธีรเดช เอี่ยมสำราญ หัวหน้าข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เป็นบรรณาธิการ
    หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกของนักข่าว 20 กว่าคน ซึ่งอยู่สนามข่าว 7 ตุลา เช่น หัสยา ชาติมนตรี นักข่าวสำนักข่าวเนชั่น ซึ่งบอกเล่าถึงเรื่องราวภายในและรอบๆรัฐสภา
    บันทึกของอิศรินทร์ หนูเมือง นักข่าวหนังสือประชาชาติธุรกิจ ซึ่งบอกเล่าอากัปกิริยารัฐมนตรีในช่วงหนีออกจากรัฐสภา
    เรื่องราวจากอนุชา เจริญโพธิ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ซึ่งอยู่ที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล
    "เมื่อผมถูกยิง" จากปิตินนท์ แก่นสาร นักข่าว จ.ส.100 ซึ่งบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้
    บันทึกของประเสริฐ เทพศรี จากศูนย์ภาพเนชั่น ผู้เก็บภาพตำรวจกำระเบิด ภาพที่รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล บอกว่า สื่อมวลชนตัดต่อ
    บันทึกของเสถียร วิริยะพรรณพงศา ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเนชั่น ซึ่งได้รับมอบหมายให้เกาะติดแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันนั้น ที่ทำให้เห็นภาพของการทำสงคราม ซึ่งท้ายสุดแล้ว ผู้สูญเสียไม่ใช่แกนนำ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจรัฐในมือ หากแต่เป็นประชาชน ซึ่งถูกกระทำไม่ต่่างจาก "เบี้ย" ในกระดานหมากรุก
    ธีรเดชเขียนในคำนำว่า ต้องการให้นักข่าวเขียนความจริงจากสิ่งที่เห็น โดยไม่ต้องเอาความคิดเห็นความชอบส่วนตัวใส่เข้าไปในเรื่อง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนไม่ใช่หุ่นยนต์ ก็ย่อมจะมีความรู้สึก และอาจจะพลั้งเผลอใส่ลงไปได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้หนังสือเล่มนี้ด้่อยคุณค่าลง
    และแม้หนังสือเล่มนี้จะเป็นอย่างที่ธีรเดชออกตัวว่า “อาจไม่ใช่บันทึกเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ฉบับที่ดีที่สุด” ก็ตาม แต่ก็เป็นหนังสือบันทึกเหตุการณ์ในวันดังกล่าวไว้ ที่ดีเล่มหนึ่ง
    เพราะนอกจากจะทำให้ทราบเรื่องราวแล้ว ยังทำให้ได้เห็นข้อเท็จจริงที่แตกต่าง อย่างที่ชื่อหนังสือบอกไว้จริงๆ..

-----------------------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก ใน คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๑

อัลจาซีร่า


".. หลายต่อหลายครั้ง เราได้เห็นข่าวจากสื่อแห่งนี้ ซึ่งมีแง่มุมที่แตกต่างไปจากสื่อตะวันตก แต่แม้ว่าเราจะได้เห็นข่าว ได้ยินชื่อ “อัลจาซีร่า” บ่อยครั้งและมากขึ้น แต่หลายคนยังไม่เคยทราบถึงที่มา โครงสร้าง บุคลากร วัตถุประสงค์ หรืออุดมการณ์ของสำนักข่าวแห่งนี้ .." 

ปัจจุบันนี้ มีคนเขาบอกว่า สื่อสารมวลชนได้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารไปมากกว่าบทบาทหน้าที่ที่ควรจะเป็น
    บ้างก็ว่า สื่อไม่ควรเป็นกระจกสะท้อนความเป็นไปในสังคมเพียงอย่างเดียวแล้ว หากแต่ต้องเป็นตะเกียงส่องทาง และควรเลือกข้าง (จริงหรือ?)
    หรือบางครั้ง สื่อก็กลายเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์พวกพ้องและโจมตีฝ่ายตรงข้าม โดยทั้งจงใจและไม่ตั้งใจ คือตกเป็นเครื่องมือ กลายเป็นกระบอกเสียง แทนที่จะทำหน้าที่สื่อสารมวลชนนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างครอบถ้วน ถูกต้อง และเป็นกลางแก่ผู้รับสาร
    หากย้อนไปดูเรื่องราวที่ผ่านมา ใช่ว่าแต่ในปัจจุบันเท่านั้นที่จะใช้สื่อเพื่อต่อสู้กัน เพื่อประโยชน์ของตนเอง
    กรณีการจัดตั้งบีบีซีตั้งแต่เริ่มแรกก็เพื่อใช้ต่อสู้กับสื่อของนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลก
    หรือกรณีของสื่อในโลกตะวันตกอีกหลายๆแห่งก็สมัครใจกลายเป็นเครื่องมือให้แก่ประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะกรณีสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งสงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามอัฟกานิสถาน และอิรัก
    กรณีของการมีข่าวสารเพียงด้านเดียวจากตะวันตก จึงกลายเป็นที่มาของสื่ออาหรับอย่าง “อัลจาซีร่า
    หลายต่อหลายครั้ง เราได้เห็นข่าวจากสื่อแห่งนี้ ซึ่งมีแง่มุมที่แตกต่างไปจากสื่อตะวันตก แต่แม้ว่าเราจะได้เห็นข่าว ได้ยินชื่อ “อัลจาซีร่า” บ่อยครั้งและมากขึ้น แต่หลายคนยังไม่เคยทราบถึงที่มา โครงสร้าง บุคลากร วัตถุประสงค์ หรืออุดมการณ์ของสำนักข่าวแห่งนี้
    เรื่องราวเหล่านี้ เราหาอ่านได้จากหนังสือ “สงครามสื่ออาหรับกับสื่อตะวันตก อัลจาซีร่า โทรทัศน์อาหรับท้าทายโลก” โดย พ.อ.สุรินทร์ หิรัญบูรณะ ผู้เขียน “ผ่าลัทธิก่อการร้าย มหันตภัยมนุษยชาติ” และ “จีฮาด วิเคราะห์การจับอาวุธขึ้นต่อสู้ของมุสลิม”
    จัดจำหน่ายโดยศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความหนาเพียง 114 หน้า แต่อัดแน่นไปด้วยข้อมูล สำนวนภาษาอ่านง่าย และสอดแทรกมุขขำๆไว้ให้พอผ่อนคลายจากเนื้อหาหนัก
    หนังสือเล่มนี้ได้รับคำนิยมจาก อ.ดรุณี หิรัญรักษ์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้า ว่า ใช้ในการเรียนการสอนเรื่องสื่อต่างประเทศได้ด้วย..

-------------------


หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก ใน คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๑

ธรรมะกับการเมือง

".. เหมาะที่จะหามาอ่านกัน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจเพื่อทำให้ความหมายของการเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลง จากเรื่องของผลประโยชน์และอำนาจของคนไม่กี่คนมาเป็นเพื่อคนจำนวนมากจะได้อยู่ร่วมกันโดยปราศจากปัญหา .."

หากเอ่ยถึงคำว่า การเมือง หลายต่อหลายคนก็คงต้องนึกถึงเรื่องของผลประโยชน์ อำนาจ และการต่อรอง

    ยิ่งในขณะนี้ยิ่งเห็นเรื่องการต่อรองกันชัดเจน
    แต่หากจะกล่าวถึงการเมืองกับเรื่องธรรมะ อาจจะมีหลายคนส่ายหน้า
    ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หากได้ลองอ่านหนังสือ “ธรรมะกับการเมือง” ซึ่งเป็นธรรมบรรยายของท่านพุทธทาส ในช่วงปี 2519
    ภาพปกหนังสือที่นำมานี้เป็นเล่มพิมพ์เมื่อเดือนมกราคม 2549 โดยสำนักพิมพ์เพชรประกาย ในโอกาสครอบรอบ 100 ปีชาตกาลท่านพุทธทาส
    ในหนังสือเล่มนี้ ท่านพุทธทาสบอกไว้ว่า การเมืองคือธรรมะ ถ้าการเมืองบริสุทธิ์ก็เป็นไปตามธรรมะ แต่ถ้าการเมืองสกปรกก็ขาดธรรมะ
    “การเมืองคือระบบการจัดหรือการกระทำ เพื่อคนจำนวนมากจะอยู่กันโดยปราศจากปัญหา โดยไม่ต้องใช้อาชญา
    และยังได้บอกถึงธรรมะสำหรับนักการเมืองไว้ เช่น การเป็นปูชนียบุคคล การยึดถืออุดมคติพระโพธิสัตว์
    นอกจากนี้ ยังได้บรรยายถึงกาลามสูตร ซึ่งท่านพุทธทาสบอกว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนาเกี่ยวกับเรื่องของความเชื่อ และกล่าวถึงอิสรภาพในการคิด การศึกษา การรวบรวมมาวินิจฉัย การวินิจฉัยการเลือกเฟ้นและการปฏิบัติเพื่อรับหน้าความหลอกลวงทางการเมืองในโลกนี้
    ดังที่คำนำของสำนักพิมพ์เขียนไว้ว่า แม้ท่านพุทธทาสจะได้แสดงไว้นานปีแล้ว แต่ก็มีเนื้อหาสาระเหมาะกับเหตุการณ์และสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน
    เหมาะที่จะหามาอ่านกัน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจเพื่อทำให้ความหมายของการเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลง จากเรื่องของผลประโยชน์และอำนาจของคนไม่กี่คนมาเป็นเพื่อคนจำนวนมากจะได้อยู่ร่วมกันโดยปราศจากปัญหา
    โดยเฉพาะตัวละคนที่เล่นการเมืองอยู่ขณะนี้ น่าจะหามาอ่านกัน เผื่อจะได้ทำอย่างที่พูดกันบ้าง ไม่ใช่ปากบอกว่าปล่อยวาง ปากบอกว่ายึดถือธรรมะ แต่พฤติกรรมที่ออกมากลับยังยึดมั่นถือมั่น ยังมีแนวคิดที่สุดโต่ง ไม่รู้จักทางสายกลาง
    จนบ้านเมืองเกิดการแตกแยก คนจำนวนมากอยู่ร่วมกันท่ามกลางปัญหา และใช้อาชญาเข้าทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามกัน..

----------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก ใน คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๑

สิ่งที่พบเห็น

".. อ่านแล้ว ก็ได้รับข้อมูลเพิ่มเติม แต่ก็ยังคงเผื่อใตไว้ดังที่คำนำสำนักพิมพ์เขียนไว้ว่า บันทึกก็ย่อมจะมีการคลาดเคลื่อนกันได้ .."

เรื่องราวในช่วงระหว่างเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 มีให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ค้นคว้าพอสมควร

    ทั้งจากการค้นคว้าทำการวิจัย เช่น “อวสานสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสยาม” โดย อ.เบนจามิน เอ. บัทสัน
    ทั้งคำบอกเล่า บันทึก เช่น “บันทึกของทูตญี่ปุ่น ผู้เห็นเหตุการณ์ปฏิวัติ 2475 การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม” ซึ่งบันทึกโดยยาสุกิจิ ยาตาเบ อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงสยาม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
    หรือคำให้สัมภาษณ์ของบุคคลในเหตุการณ์ เช่น “เบื้องหลังการปฏิวัติ 2475” ซึ่งเป็นคำให้สัมภาษณ์ของพระยาพหลพลพยุหเสนาแก่กุหลาบ สายประดิษฐ์
    บางท่านบอกว่าก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับใช้อธิบายเหตุการณ์ในครั้งนั้น บางท่านอาจจะบอกว่ายังน้อยไป บ้างก็ว่าอาจจะเคยมีมากกว่านี้ แต่ก็สูญหายไปตามกาลเวลา
    โดยเฉพาะบุคคลซึ่งเคยอยู่ร่วมสมัยในขณะนั้นก็ล้วนแล้วแต่ล้มหายตายจากไปแล้วแทบทั้งสิ้น สิ่งที่พวกเขาและเธอรับรู้แต่ไม่ได้บอกกล่าวแก่ใครก็สูญหายตามไปด้วย
    แต่ก็ใช่ว่าทั้งหมดจะหายไป เมื่อปี 2542 หม่อมเจ้าสุภัทรดิส ดิศกุล ได้ประทานต้นฉบับบันทึกเรื่อง “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น” ซึ่งหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล” ธิดาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ไว้เมื่อปี 2486 แก่หนังสือศิลปวัฒนธรรม
    หลังจากบางตอนได้พิมพ์ในศิลปวัฒนธรรมและมติชนสุดสัปดาห์ ก็ได้พิมพ์เป็นหนังสือ “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2543
    เนื้อหาภายในไล่เรียงมาตั้งแต่ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จขึ้นครองราชย์ กระทั่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
    อ่านแล้ว ก็ได้รับข้อมูลเพิ่มเติม แต่ก็ยังคงเผื่อใตไว้ดังที่คำนำสำนักพิมพ์เขียนไว้ว่า บันทึกก็ย่อมจะมีการคลาดเคลื่อนกันได้
    และดังที่ได้เห็นบันทึกโดยทั่วไปแล้วว่า นอกจากจะมีข้อเท็จจริงแล้ว ก็ยังจะมีอารมณ์ ความรู้สึก และอคติของผู้เขียนอยู่ในบันทึกนั้นๆด้วย..

------------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก ใน คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เมื่อลืมตา

".. หนังสือเล่มนี้ช่วยสร้างทั้งแรงบันดาลใจ กำลังใจ และแง่คิดดีๆให้แก่ผู้อ่าน โดยใช้การเล่าเรื่องผ่านตัวละคร “ฉัน” ที่เพิ่งลืมตาขึ้นจากเฉียดตาย จากอาการเบื่อโลก .."

หลังจากที่ผมเคยเขียนแนะนำหนังสือ
“องศาที่ 361” ซึ่งเขียนโดย พีรพล ภัทธนุธาพร ไปแล้วเมื่อวันที่ 21 กันยายน
   ไม่นานมานี้ ผมได้ทำความรู้จักกับหนังสือของจิตแพทย์คนนี้อีกเล่ม นั่นคือ “เมื่อฉันลืมตาแล้วโลกเปลี่ยนไป” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2551 โดยสำนักพิมพ์ 4-letter word ราคา 150 บาท
    เนื้อหายังคงอิงกับภาพยนตร์ โดยหมอพีรพลได้เขียนไว้ทำนองว่า หากใครได้เห็นยี่ห้อ “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” อันเป็นชื่อที่ใช้เขียนบล็อก http://aorta.bloggang.com ของเขา ก็คงเดาได้ว่า คงสลัดหนังออกจากชีวิตไม่ได้แน่
    แต่คุณหมอไม่ได้เฉลยนะครับว่า หนังมีส่วนอย่างไร จนกระทั่งคุณจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้นั่นแหละจึงจะพอเริ่มเดาออก
    ผมเองก็ไม่ต้องการจะเฉลยเช่นกัน บอกได้เพียงว่า หนังสือเล่มนี้ช่วยสร้างทั้งแรงบันดาลใจ กำลังใจ และแง่คิดดีๆให้แก่ผู้อ่าน โดยใช้การเล่าเรื่องผ่านตัวละคร “ฉัน” ที่เพิ่งลืมตาขึ้นจากเฉียดตาย จากอาการเบื่อโลก
    หนังสือเล่มนี้อาจช่วยหลายๆคนมีกำลังสู้ชีวิตในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ การเมืองเองก็ยังหาทางออกไม่เจอ
    ช่วยย้ำเรื่องที่ว่า ทำไมคนบางคนจึงใช้เวลาทั้งชีวิตคิดแต่จะหาเงินทอง อำนาจ แต่ชีวิตไม่เคยมีความสุข อ่านแล้วผมก็คิดถึงคนบางคนที่ต้องร่อนเร่ไปทั่ว ส่วนคนบางคนก็แพ้ไม่เป็น ประกาศชัยชนะเป็นอย่างเดียว
    บางบททำให้คิดได้ว่า เราไม่ควรตกเป็นทาสของความโกรธ โดยเฉพาะหลังจากอ่านประโยคที่ว่า
    “เราไม่สามารถเรียกคืนสิ่งที่ความโกรธทำลายล้างกลับคืนมา มิหนำซ้ำ เราเองต้องชดใช้หนี้ที่ความโกรธสร้างไว้
    หรือบางตอน ก็อาจจะอยากลุกขึ้นไปทำอะไรที่เคยคิดเคยฝันไว้นานแล้วว่า จะทำให้ได้สักวันแต่ก็ไม่ถึงวันนั้นสักที
    เปิดไปเจออีกตอน ก็คิดอะไรได้สักอย่าง หลังจากเจอประโยคนี้
    “เราอาจเสียโอกาสดีๆไป ถ้ามัวแต่มองข้างหลังมากเกินไป”
    นั่นสิ 2-3 ปีมานี้ เรากำลังเสียโอกาสดีๆอะไรไปแล้วบ้างครับ...

----------------------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก ใน คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ความหมายชีวิต


".. เป็นการพยายามตอบคำถามที่ว่า ชีวิตประจำวันในค่ายกักกันได้สะท้อนออกมาเช่นไรในจิตใจของนักโทษ .."


ภายหลังการปิดฉากลงของสงครามโลกครั้งที่ 2
    ภาพความโหดร้ายของนาซีก็พรั่งพรูออกมาให้ชาวโลกได้รับรู้ทั้งจากปากคำของเชลยศึก และนักโทษชาวยิวในค่ายกักกันต่างๆ
    หนึ่งในบรรดาเรื่องราวจากนักโทษ คือ หนังสือชื่อ Man's Search for Meaning เขียนโดยวิกเตอร์ อี แฟรงเกิล (Viktor E. Frankl) จิตแพทย์ชาวออสเตรีย เชื้อสายยิว พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2489 ซึ่งขายได้กว่า 10 ล้านเล่มทั่วโลก แปลออกมา 30 กว่าภาษา

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

4 ปี นรกในเขมร


".. 4 ปี นรกในเขมร เริ่มต้นบันทึกเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2518 ยาวนาน 4 ปี ผ่านการสูญเสียคนในครอบครัว อันเป็นที่รักไปทีละคน เห็นถึงความทุกข์ทรมานของยาสึโกะ นะอิโตเอง รวมทั้ง คนกัมพูชาอีกหลายๆคน .."




4 ปี อาจจะเป็นเวลาสั้นๆของใครบางคน

    นักศึกษาหลายคนอาจจะบอกว่า สั้นเหลือเกินสำหรับเวลาในมหาวิทยาลัย คนที่อยู่ในความสุขล้น อาจจะบอกว่า อยากให้เวลายาวนานกว่านี้



    แต่สำหรับคนที่จมอยู่แต่ความทุกข์ ประสบแต่ภาวะที่ไม่ต้องการพบเจอ ระยะเวลาแค่นี้ก็อาจจะยาวนานเกินกว่าจะรับไหว ประหนึ่งว่า ตกอยู่ในนรก แสนทรมาน



ลับล้วงลึก พธม.

".. บางตอนของเล่ม อาจจะทำให้เราเห็นตัวอย่างของสำนวน "รักมากก็เกลียดมาก" หรือประโยคที่ว่า "เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด" .."

"ยุติความรุนแรง แสวงสันติด้วยการสานเสวนา "
    ยกมือเห็นด้วยอีกหนึ่งเสียงครับ เพราะไม่มีปัญหาใดแก้ไขได้ด้วยการใช้กำลัง ซึ่งเมื่อมองสภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ก็จะเห็นภาพกลุ่มใหญ่ๆ 3 พวก
    กลุ่มสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ กลุ่มไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ และอีกกลุ่มคือ คนตรงกลาง ซึ่งน่าจะมีจำนวนมากกว่าสองกลุ่มแรกรวมกันเสียอีก เพียงแต่อาจจะมีเสียงไม่ดังเท่า
    ข้อมูลของกลุ่มแรก เราได้เห็นกันมามาก ตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ข้อมูลในส่วนของกลุ่มไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ คือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรายังไม่ได้รับรู้ในเชิงลึกกันมากนัก
    เมื่อเจอ "ลับ ล้วง ลึก พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ก็คิดว่า เล่มนี้ให้ข้อมูลของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้มากขึ้น พิมพ์ครั้งแรกเดือนตุลาคม 2551 เห็นชื่อหนังสือครั้งแรก ไม่ต้องดูชื่อสำนักพิมพ์ก็พอเดาออกว่าคือ สำนักพิมพ์มติชน
    หนังสือเล่มนี้จัดทำโดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน หมายความว่า มีผู้เขียนหลายท่าน ดังนั้น จึงมีข้อด้อยอยู่ที่ความลื่นไหลระหว่างบท และสำนวนภาษาที่ใช้ในแต่ละบทแต่ละตอน ไม่เหมือนกัน
    เนื้อหาลับและลึก ซึ่งล้วงมาจนเป็นหนังสือเล่มนี้ ทั้งหมดเพื่ออธิบายปรากฏการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไล่เรียงมาตั้งแต่กำเนิดพันธมิตรฯ, การขยายเครือข่าย, ทุนพันธมิตรฯ, การ์ดพันธมิตร, ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า ปิดท้ายด้วยการเสนอทางออกจากวิกฤต
    บางตอนของเล่ม อาจจะทำให้เราเห็นตัวอย่างของสำนวน "รักมากก็เกลียดมาก" หรือประโยคที่ว่า "เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด"
    บางตอนก็ทำให้ผมควานหาเครื่องคิดเลขมาบวกลบคูณหารว่า ตอนนี้มีเงินหมุนเวียนในระบบเท่าไหร่กัน ก็ไม่แน่ใจว่า เครื่องคิดเลข 6-7 หลักจะรองรับได้หรือไม่
    หาอ่านกันได้ ทั้งผู้นิยมมือตบ, คนรักทักษิณ และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ถือว่าเป็นอีกหนึ่งข้อมูลไว้พิจารณา
    ฟังหูไว้หู ย่อมจะดีกว่า ฟังความข้างเดียว.. 

---------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

วัฒนธรรมการอ่าน


".. หนังสือเล่มนี้บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการพิมพ์ในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2387 ไล่เรียงมาจนถึงยุคที่มีสื่ออินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ นักเล่าข่าวตามวิทยุและโทรทัศน์ .."


คนไทยอ่านหนังสือปีละ 7 บรรทัด !! 

    เวลาที่ผมได้อ่านข่าวทำนองนี้ ผมจะเอามาคิดและพูดคุยกับผู้อื่นเสมอว่า จริงหรือ เขาเอาอะไรมาวัด ถ้าเป็นจริง ทำไมน้อยเหลือเกิน แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และจะทำอย่างไรให้คนไทยอ่านหนังสือให้มากขึ้น

    อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเขียนถึงเรื่องการอ่านน้่อยของคนไทยไว้ในหนังสือศิลปวัฒนธรรมว่า คนไทยมีวัฒนธรรมในการดูและฟังมากกว่าวัฒนธรรมการอ่าน จึงทำให้คนไทยนิยมบอกเล่าเรื่องราวต่อกันผ่านการแสดง ทั้งการละเล่นพื้นบ้าน ลิเก ลำตัด ละครต่างๆ รวมทั้งโขน แต่ไม่ได้บอกกล่าวเรื่องราวผ่านทางตัวหนังสือ 

    นอกเหนือจากเหตุผลทางด้านวัฒนธรรมของคนไทยตามที่ อ.นิธิอธิบายไว้่แล้ว ยังมีสาเหตุอื่นอีก ที่เข้ามามีส่วนต่อวัฒนธรรมการอ่านของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง กระแสนิยม และล่าสุดคือเทคโนโลยีสมัยใหม่

    ประวัติศาสตร์นักทำหนังสือกบฏ (ฉบับใต้ดิน) เขียนโดยวาด รวี เป็นหนังสืออีกเล่มที่อธิบายเรื่องนี้ได้

    หนังสือเล่มนี้บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการพิมพ์ในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2387 ไล่เรียงมาุจนถึงยุคที่มีสื่ออินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ นักเล่าข่าวตามวิทยุและโทรทัศน์

    บทเริ่มต้นกล่าวถึงยุคแรก มีบทความ "มนุษยภาพ" ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ประกอบ ในบทอื่นๆมีบทสัมภาษณ์สุชาติ สวัสดิ์ศรี, ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, เรืองเดช จันทรคีรี, วชิระ บัวสนธ์, ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา และปานบัว บุนปาน ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์ที่เกี่ยวข้องกับวงการหนังสือ

    ประวัติศาสตร์นักทำหนังสือกบฏ (ฉบับใต้ดิน) พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2551 โดยสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ ราคา 250 บาท

    เรียกได้ว่าเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งเกี่ยวกับวงการหนังสือของไทย (ล่าสุด เห็นมีข้อมูลอีกทางจากหนังสือฟ้าเดียวกัน มาชี้แจงถึงข้อความในหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับเรื่องคดีความแล้ว)



    ข้อมูลที่จะนำไปต่อยอดเพื่อการพัฒนาวัฒนธรรมการอ่านของคนไทยได้.. 

--------------------


หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๑

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

ความเป็นอนิจจังของสังคม

".. หนังสือเล่มนี้ อ.ปรีดีได้ใช้กฎแห่งอนิจจังมาอธิบายความเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้เห็นว่า สังคมย่อมมีสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่สิ่งเก่าเสมอ โดยสิ่งที่กำลังจะตายย่อมดิ้นรนเพื่อคงชีพ .."

หลายวันก่อนได้อ่านบทสัมภาษณ์ของนักการเมืองคนหนึ่ง
    เขาเปรียบเทียบอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ทำนองว่า ถูกกล่าวหาเหมือนอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งการเปรียบเทียบเช่นนี้จะเป็นจริงหรือไม่ หลายๆท่านคงทราบคำตอบกันดี แต่การให้่สัมภาษณ์ครั้งนี้ทำให้ผมคิดถึงหนังสือเล่มหนึ่งของ อ.ปรีดี
    หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ "ความเป็นอนิจจังของสังคม"
    อ.ปรีดีเขียนหนังสือเล่มนี้เมื่อครั้งพำนักอยู่ ณ นครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงเพ็ง ชัยวิชิตฯ มารดาของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เมื่อปี 2500
    หลังจากนั้น ก็มีความนิยมและสนใจในหนังสือ "ความเป็นอนิจจังของสังคม" เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จนมีหนังสือพิมพ์นำไปลงและแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเล่มดังกล่าว รวมทั้ง ยังมีการนำไปจัดพิมพ์อีกหลายครั้ง
    สำหรับเล่มที่ผมนำภาพมาประกอบนี้ จัดพิมพ์เมื่อปี 2542 เนื่องในโอกาส "ฉลองครบรอบ 100 ปี ชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส (11 พฤษภาคม 2443 - 11 พฤษภาคม 2543)" โดยคณะกรรมการดำเนินงานฉลอง 100 ปี ชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ภาคเอกชน และสถาบันปรีดี พนมยงค์
    "ความเป็นอนิจจังของสังคม" ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน ซึ่งจัดทำโดยโครงการวิจัย คัดเลือก และแนะนำหนังสือดีที่คนไทยคนอ่าน ที่มี อ.วิทยากร เชียงกุล เป็นหัวหน้าคณะ โดยได้รับทุนจากสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว.
    หนังสือเล่มนี้ อ.ปรีดีได้ใช้กฎแห่งอนิจจังมาอธิบายความเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้เห็นว่า สังคมย่อมมีสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่สิ่งเก่าเสมอ โดยสิ่งที่กำลังจะตายย่อมดิ้นรนเพื่อคงชีพ และใช่ว่าคนในวรรณะใหม่จะถือว่าเป็นคนที่คิดใหม่ได้เสมอไป เพราะหากไม่เข้าใจกฎแห่งอนิจจัง ก็จะดึงสังคมให้ถอยหลังเข้าคลอง
    และการจะแก้ปัญหาของสังคมได้ นอกจากจะเข้าใจกฎแห่งอนิจจังแล้่ว ยังจะต้องรู้แจ้งเห็นจริงในสภาวะสังคม โดยอาศัยอนุสติตั้งก่อนมีปัญหา
    หรือมีปัญญาเป็นบ่อเกิดของวิชชา.. 

-------------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๑

วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

คุยกันก่อน

".. หนังสือเล่มนี้เขียนจากการรวบรวมความคิดและวิธีปฏิบัติจากนักคิดที่มีชื่อเสียง จากทั้งในและนอกประเทศญี่ปุ่น .."

"การแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้น จะจบลงโดยการเจรจาทุกครั้ง แล้วเราจะมาทำร้ายกันทำไม"
   เป็นคำกล่าวของนักการเมืองวัยสามสิบกว่าๆคนหนึ่ง ซึ่งเคยพูดคุยกับผมเมื่อสัก 2-3 ปีที่ผ่านมา
   วันนี้ แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ผมก็ยังเชื่อว่า คำพูดนี้ยังคงเป็นจริงเสมอ
   เพราะไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์หรือปัญหาความขัดแย้งใดๆ
   ที่สุด จะจบลงได้ก็ด้วยการเจรจา พูดคุยกัน เพื่อให้ได้จุดที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ ไม่เคยมีครั้งใดจะจบลงได้จากการใช้ความรุนแรง หรือการทำร้าย ทำลายฝ่ายตรงข้ามให้พังพินาศ หรือทำให้่ตายกันไปข้าง
   การพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหานั้น ก็มีกันได้หลายวิธี มีผู้นำเสนอกันมามาก
   หนังสือเล่มที่ผมนำมาวันนี้ ก็กล่าวถึงวิธีการแก้ไขปัญหาไว้เช่นกัน
   ชื่อหนังสือบอกกันตรงๆ คือ "เทคนิคการแก้่ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์" แปลจากหนังสือภาษาญี่ปุ่นชื่อ ZUKAI ! KAIKETSU-RYOKU เขียนโดย Makoto Takahashi กรรมการสมาคมความคิดสร้างสรรค์ญี่ปุ่น แปลเป็นภาษาไทยโดย รังสรรค์ เลิศในสัตย์ คณบดี คณะบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น
   พิมพ์ในภาคภาษาไทยครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 โดยสำนักพิมพ์ ส.ส.ท. ความหนา 232 หน้า ราคา 180 บาท
   หนังสือเล่มนี้เขียนจากการรวบรวมความคิดและวิธีปฏิบัติจากนักคิดที่มีชื่อเสียง จากทั้งในและนอกประเทศญี่ปุ่น
   ปูพื้นก่อนจะบอกเล่าวิธีการและแนวคิดในการแก้ปัญหาโดยกล่าวถึงจิตสำนึกที่มีต่อปัญหา พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
   แล้วจึงเริ่มบอกถึงขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะมีเทคนิคการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 4 ประเภท โดยเป็นการใช้หลายๆความคิดช่วยกัน ไม่ได้คิดกันโดยใช้คนไม่กี่คน
   ใครมีปัญหาอันใดที่ยังแก้่ไม่ตก ลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านกันได้นะครับ เผื่อจะค้นพบวิธีแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
   จะได้ไม่ต้องใช้แรงก่อนจะใช้การเจรจากัน.. 

--------------------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๑

จากบางเจ้าพระยา

".. เนื้อหาบอกเล่าถึงข้อมูลที่ได้จากเอกสารต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้ในหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส กรุงปารีส ตั้งแต่ความสนใจในเอกสารไทยของชาวฝรั่งเศส ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช .."

เมื่อกล่าวถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว
   ประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่ง ซึ่งมีผู้สนใจและศึกษาค้นคว้ากันมาก เห็นจะไม่พ้นช่วงการครองราชย์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
   ยุคสมัยที่มีชาวต่างชาติเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรหลายเชื้อชาติ หลากภาษา
   จากการศึกษาบ้างก็มีความเห็นว่า การชักนำต่างชาติเข้ามา ก็เพื่อให้มาคานอำนาจกันเอง
   บ้างก็เห็นต่างว่า ไม่ใช่เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ แต่เป็นการเมืองภายในอยุธยา เช่น งานประวัติศาสตร์นิพนธ์ของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์
   จากการค้นคว้า ได้มีการค้นพบและศึกษาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้่องมากมาย
   ไม่นานมานี้ ก็ได้มีการนำเสนอเอกสาร ข้อมูลใหม่
   ข้อมูลที่กล่าวถึงนี้ อ.ปรีดี พิศภูมิวิถี อาจารย์ภาควิชาภาษาฝรั่งเศส คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้ศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่ประเทศฝรั่งเศส
   รวบรวมมาเป็นหนังสือชื่อว่า "จากบางเจ้าพระยาสู่ปารีส" พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 โดยสำนักพิมพ์มติชน ความหนา 272 หน้า ราคา 230 บาท
   เนื้อหาบอกเล่าถึงข้อมูลที่ได้จากเอกสารต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้ในหอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส กรุงปารีส ตั้งแต่ความสนใจในเอกสารไทยของชาวฝรั่งเศส ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
   เนื้อหาของนิราศที่ชื่อ "ต้นทางฝรั่งเศส" ซึ่งบันทึกการเดินทางของคณะราชทูตไทยไปเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส
   เรื่องราวการปฏิวัติของพระเพทราชา จากเอกสารของทหารฝรั่งเศส
   รวมไปถึงการวิเคราะห์นิยายอิงประวัติศาสตร์ อย่าง "ฟอลคอนแห่งอยุธยา" และ "รุกสยามในพระนามของพระเจ้า"
   และเรื่องราวของรอยต่อความสัมพันธ์ของสยามและฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระเพทราชา จากจดหมายของเจ้าพระยาศรีธรรมราช
   ส่วนใครสงสัยเกี่ยวกับ "บางเจ้าพระยา" ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เกี่ยวข้องอะไรกับแม่น้ำเจ้าพระยาหรือไม่ ทำไมจึุงนำมาตั้งเป็นชื่อหนังสือ
   คงต้องลองเปิดอ่านดู แล้วจะได้ทราบกัน.. 

-----------------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๑

วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

คนเก่งสร้างได้

".. หนังสือเล่มนี้ เขายังเขียนถึงเรื่องราวของคนเก่งและคนไม่เก่งอีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องกับดักของคนเก่ง สาเหตุที่คนเก่งทำให้่องค์กรล้่มเหลว ความแตกต่างที่คนไม่เก่งอยากให้คนเก่งรู้ไว้ ทำอย่างไรคนเก่งจึงจะสร้างคนให้เก่งขึ้นมาได้ เทคนิคการสร้างคนเก่ง .."

คนเก่ง ใครๆก็คงอยากเป็นคนเก่ง
   และองค์กรต่างๆก็คงต้องการคนเก่งๆมาร่วมทำงานด้วย
   แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเป็นคนเก่งได้อย่างทึ่ต้องการกันได้ง่ายๆ หรือแม้แต่องค์กรที่เฟ้นหาคนเก่งมาร่วมงานกันได้ แต่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จได้ง่ายดายเช่นกัน
   เหมือนอย่างที่ โยชิดะ เทนเซ เขียนไว้ในหนังสือ NAZE "DEKIRU HITO" WA "DEKIRU HITO" O SODATERARENAI NOKA? ไว้ในบทนำว่า มีหลักเรื่องหนึ่งคือ หลัก 2 ต่อ 8 หรือหลัก 2 ต่อ 6 ต่อ 2
   หลักต่อ 2 ต่อ 8 คือ ในสังคมที่คนทำงานร่วมกัน คน 2 คนทำงานเลี้ยงคนอีก 8 คน ส่วนหลัก 2 ต่อ 6 ต่อ 2 คือในการทำงาน จะมีคน 2 คนทำงานเก่ง คน 6 คนทำงานพอใช้่ได้ ส่วนอีก 2 คนจะเป็นคนรั้งท้าย
   โยชิดะ เทนเซ เขียนไว้ว่า "ไม่ว่าจะไปรวบรวมคนเก่งจากสารทิศไหน พอมาอยู่ร่วมกันแล้ว ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นเสมอ เพราะเหตุใดก็ไม่ทราบ"
   หนังสือเล่มนี้ เขายังเขียนถึงเรื่องราวของคนเก่งและคนไม่เก่งอีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องกับดักของคนเก่ง สาเหตุที่คนเก่งทำให้่องค์กรล้่มเหลว ความแตกต่างที่คนไม่เก่งอยากให้คนเก่งรู้ไว้ ทำอย่างไรคนเก่งจึงจะสร้างคนให้เก่งขึ้นมาได้ เทคนิคการสร้างคนเก่ง
   โดยที่คนเก่งในความหมายของเขาคือ คนที่สามารถใช้ฝีมือของตนเองจัดการและรับมือกับหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายมาให้
   โยชิดะ เทนเซ เขียนหนังสือเล่มนี้โดยนำวัตถุดิบที่ได้จากการสัมภาษณ์และสัมผัสกับผู้บริหารองค์กรกว่าพันคนมาเป็นเวลา 10 ปี ในเรื่องการสร้างคนและองค์กร และการได้ทำงานร่วมกับผู้บริหารระดับต่างๆ กว่า 200 คนในเรื่องการพัฒนาภาวะผู้นำกับการสร้างทีมงานเป็นเวลาหลายปี
   หนังสือเล่มนี้ แปลเป็นภาษาไทยโดย ชไมพร สุธรรมวงศ์ ใช้ชื่อว่า คนเก่งสร้างได้ พิมพ์ครั้งแรกเดือนสิงหาคม 2551 โดยสำนักพิมพ์ ส.ส.ท. ราคา 200 บาท
   อ่อ..นอกจากการจะเป็นคนเก่งแล้ว ก็ต้องมีคุณธรรมด้วยนะครับ อย่าเก่งอย่างเดียว

   บ้านเมืองจะวุ่นวาย.. 

--------------------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๑

องศาที่ 361

".. ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านได้มองกลับเข้่าไปมองตัวเอง หลังจากมองสิ่งต่างๆรอบตัวมาทั้ง 360 องศาแล้ว กลับเข้าไปมององศาที่ 361 เพื่อทำความรู้จักกับตัวเองและพัฒนาตัวเองให้มีความสุข .."



"ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตัว" วรรคหนึ่งในบทวรรณคดีของฮะกิมโอมาร์ คัยยัม ที่แปลเป็นฉบับภาษาไทยโดยกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เป็นหนึ่งในหลายประโยคที่คุ้นหูคนไทย
   บางคนก็ว่า เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะหนัง ละคร ก็มักจะสร้างจากสภาพความเป็นจริง หรือหากจะสร้างจากจินตนาการ แต่สภาพของตัวละครก็มีพื้นฐานความเป็นมนุษย์
   ไม่นานมานี้่ ผมได้พบกับหนังสือเล่มหนึ่ง ที่นำหนังมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ เกี่ยวกับตัวเรา หนังสือเล่มนี้นำภาพยนตร์มาใช้เป็นสะพานเชื่อมผู้อ่านให้มาพบอีกมุมหนึ่งของชีวิต
   มุมในตัวเอง
   หนังสือเล่มนี้ชื่อ "องศาที่ 361" เขียนโดย พีรพล ภัทธนุธาพร หรือบล็อกเกอร์ "ผมอยู่ข้างหลังคุณ" แห่งบล็อกแก๊ง
   พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550 โดยสำนักพิมพ์บายเนเจอร์ ความหนา 200 หน้า ราคา 155 บาท
   รูปเล่มสวยงามครับ เนื้อหาภายในก็อย่างที่เกริ่นกันไว้่ คือนำภาพยนตร์มาเป็นตัวเชื่อมกับชีวิตของคนเรา โดยมีการนำเนื้อหาทางจิตวิทยามาเกี่ยวข้องด้วย
   เช่น พูดถึงเด็กแต่ละคนในชาลี แอนด์ ช็อคโกแลต แฟคทอรี ซึ่งเติบโตมาในแต่แบบ เรื่องพื้นฐานในจิตใจของคนเราจากหนังเรื่องบลัด ไดมอนด์
   โดยภาพรวมแล้ว ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านได้มองกลับเข้่าไปมองตัวเอง หลังจากมองสิ่งต่างๆรอบตัวมาทั้ง 360 องศาแล้ว กลับเข้าไปมององศาที่ 361 เพื่อทำความรู้จักกับตัวเองและพัฒนาตัวเองให้มีความสุข (อ้างอิงข้อความบางส่วนมาจากในหนังสือเล่มนี้ครับ)
   นี่ดีนะครับ ที่ใช้หนังเป็นสะพานเชื่อม ถ้าใช้เหตุการณ์ทางการเมืองมาเชื่อม คงทำได้ยาก เพราะหากเขียนจากความจริงแล้ว นักการเมืองหรือคนที่เกี่ยวข้องบางคนอาจจะรับไม่ได้ อาจจะมีการขึ้นโรงขึ้นศาลกัน
   เช่น เหตุที่นักการเมืองบางคนฉ้อฉล หรือบางคนที่คิดอะไรเก่าๆ แต่ยังดื้อบอกว่า นี่แหละใหม่แล้ว ตอนเด็กๆ ถูกเลี้ยงมาด้วยแกนอะไร

   โตมาจึงได้เป็นอย่างนี้... 

--------------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๑

หัวจรดเท้า

".. มีฝรั่งขี้สงสัยชื่อ สตีเฟ่น ฮวน รวบรวมคำถามเกี่ยวกับร่างกายจากคนขี้สงสัยทั่วโลก ชนิดหัวจรดเท้า และยังล้วงเข้าไปในตับไตไส้พุง มาเขียนเป็นหนังสือ .."

คุณเคยสงสัยอะไรเกี่ยวกับร่างกายตัวเองหรือเปล่า 
   คงต้องมีแน่ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง
   แล้วความสงสัยของคุณได้รับคำตอบหรือยัง
   หรือคุณเป็นพวก อยากรู้แต่ไม่อยากถาม ทั้งๆที่เรื่องราวอื่นๆทั่วโลก คุณกลับรู้จักดีกว่าร่างกายของตัวเอง
   นายกรัฐมนตรีคนใหม่ควรจะเป็นใครดี ?
   ภาวะโลกร้อนเกิดจากอะไร ?
   หรือแม้แต่ว่า ทำไมดวงจันทร์ทำไมมันหมุนรอบตัวเรา ?
   ในขณะที่บางเรื่องใกล้ตัวกลับไม่แน่ใจในคำตอบ
   ทำไม คนเราเวลาอายจึงหน้าแดง เกี่ยวอะไรกับหน้าบาง หรือหน้าหนา หน้าด้านกันอย่างไร ?
   คุณคิดว่าจมูกคนเราจะโตกว่าเดิมได้หรือไม่ ? หรือไม่ล่ะ แค่นี้ก็ใหญ่พอจนคนเขาล้อกันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว
   ผู้ชายควรจะกลั้นน้ำตาแห่งความทุกข์ระทมเอาไว้ ไม่ให้หลั่งออกมาง่ายๆ จริงอย่างนั้นหรือ ?
   ทำไมคนเราจึงถนัดมือขวามากกว่ามือซ้าย ? (สังเกตได้ง่ายๆเวลายกมือในสภา)
   เราย้ายความจำจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งได้หรือไม่ ? ให้เป็นร่างทรงไปเลย ไม่ต้องเป็นนอมินีให้เหนื่อย
   พวกหัวโตจะฉลาดกว่าคนหัวเล็กหรือไม่ ? หรือแค่เป็นปริมาตรของสมอง ที่บางครั้งหัวโตๆอาจจะโง่กว่าหัวเล็กก็เป็นไปได้
   คำถามเหล่านี้ มีฝรั่งขี้สงสัยชื่อ สตีเฟ่น ฮวน รวบรวมคำถามเกี่ยวกับร่างกายจากคนขี้สงสัยทั่วโลก ชนิดหัวจรดเท้า และยังล้วงเข้าไปในตับไตไส้พุง มาเขียนเป็นหนังสือชื่อ "The Odd Body"
   แล้ว โรจนา นาเจริญ ก็ได้นำมาแปลเป็นภาษาไทยในนาม "มหัศจรรย์แห่งร่างกาย" จัดพิมพ์ครั้งแรกเดือนสิงหาคม 2551 โดยสำนักพิมพ์มติชน
   ส่วนการเอาดินสอเคาะขี้ฟันต่อหน้าสาธารณชน ผมเปิดหาหลายรอบแล้ว ก็ไม่เจอเหมือนกันว่า เกิดจากปฏิกิริยาใดในร่างกาย ที่ทำให้คนเราทำไปได้อย่างนั้น
   หรือว่า จะเป็นลักษณะส่วนบุคคล ซึ่งคนทั่วไป เขาไม่ทำกัน.. 

---------------------------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๑

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

บริษัทศาสตร์

".. ในการเขียนหนังสือเล่มนี้ โคทาโร่ โยโกตะ ได้คิดค้น "บริษัทศาสตร์" เพื่อใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบบริษัทต่างๆ ทั้งในและนอกญี่ปุ่น .."

หากจะกล่าวว่า ประเทศไทยและญี่ปุ่น มีหลากเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกัน ก็คงไม่แปลกอะไรนัก
   เพราะเมื่อดูความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการแล้ว ก็ล่วงเลยมา 100 กว่าปีแล้ว
   ยิ่งมองไปที่ของใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทยในขณะนี้ ก็มีแต่ยี่ห้อจากญี่ปุ่น แม้ีว่าจะเมค อิน ไชน่า หรือเวียดนามก็ตาม
   และไม่แค่ประเทศไทย แต่ยังรวมไปถึงประเทศอื่นๆทั่วโลก จนบางคน รวมทั้งผมด้วย สงสัยว่า ญี่ปุ่นทำอย่างไรจึงส่งสินค้าไปขายทั่วโลกได้อย่างนี้
   แต่บางคนอาจจะบอกว่า ไม่เห็นจะน่าสงสัยเลย ก็เห็นอยู่ว่า ญี่ปุ่นมีวิถีอย่างไรในการทำงาน หรืออาจจะบอกว่า นักการเมืองบ้านเขาไม่หน้าด้าน ไม่ต้องไล่ก็ออกเอง ด้านประชาชนเขามีเหตุผลพอ ไม่ดื้อด้านเอาแต่ใจ ได้คืบจะเอาศอก เสนอการเมืองใหม่ที่ล้าหลัง ?!? เมื่อการเมืองเป็นอย่างนี้ ธุรกิจจะไปสะดุดได้อย่างไร
   ใครจะสงสัยหรือไม่สงสัยไม่เป็นอะไร แต่ผมต้องการให้มาลองอ่านหนังสือเล่มนี้กันก่อน จะทำให้รู้จักบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นได้ดีขึ้น
   "Kaishagaku" No Susume คือหนังสือเล่มที่ผมอ้างถึง เขียนโดย โคทาโร่ โยโกตะ อดีตพนักงานบริษัทคาเนโบ้และพนักงานบริษัทแคนอน แปลเป็นภาษาไทยโดย รังสรรค์ เลิศในสัตย์ คณบดี คณะบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ในชื่อ "บริษัทอายุยืน"
   พิมพ์ครั้งแรกเดือนสิงหาคม 2551 โดยสำนักพิมพ์ ส.ส.ท. {ส.ส.ท.คือสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)} ความหนา 216 หน้า ราคา 195 บาท
   ในการเขียนหนังสือเล่มนี้ โคทาโร่ โยโกตะ ได้คิดค้น "บริษัทศาสตร์" เพื่อใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบบริษัทต่างๆ ทั้งในและนอกญี่ปุ่น (คำว่าบริษัทศาสตร์ รังสรรค์บอกไว้ว่า ต้นฉบับคือคำว่า Kaishagaku โดย Kaisha = บริษัท และ Gaku = เกี่ยวกับการศึกษา) โดยเป็นการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับลักษณะพิเศษของแต่ละบริษัท และวิเคราะห์เปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ
   อ่านแล้ว อาจนำไปปรับใช้กับบริษัท กิจการ หรือการงานต่างๆของท่านได้ เผื่อจะช่วยได้ในยามที่บ้านเมืองไม่ปกติ
   มีแต่คนดื้อตะโกนด่ากัน โดยไม่ค่อยหันกลับมามองตัวเอง.. 

------------------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๑

ทฤษฎีเกม


".. ในทฤษฎีเกม การคิดในเชิงกลยุทธ์นั้น จุดมุ่งหมายหาใช่การชนะฝ่ายตรงข้ามไม่ แต่จุดมุ่งหมายคือการเลือกทางเลือกเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองไว้ให้่ได้มากที่สุด .."

หากเอ่ยถึงทฤษฎีเกม หลายคนก็คงจะคิดถึงจอห์น แนช ซึ่งเป็นผู้พัฒนาทฤษฎีนี้ จนได้รับรางวัลโนเบล
   แต่หากใครคิดไม่ออกว่า นักคณิตศาสตร์ผู้นี้คือใคร ก็คงต้องอ้่างถึงภาพยนตร์ฮอลิวูดเรื่อง อะ บิวติฟูล มายด์ หนังที่ตอนหนึ่งของเรื่อง ภรรยาของจอห์น แนช บอกเขาเป็นนัยว่า บางทีความจริงก็อยู่ที่หัวใจ ไม่ใช่สมอง
   ทฤษฎีเกม เป็นทฤษฎีที่ถูกนำมาใช้ในชีวิตจริงอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะใช้ในเรื่องเศรษฐกิจ การต่อรองซื้อขายสินค้า ใช้ในแวดวงการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ในท้องถนน
   เมื่อมีการนำมาใช้มากมายเช่นนี้ จึงมีการนำทฤษฎีเกมมาอธิบายในหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ หนังสือ "เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกม" โดย นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เดคิซูกิดอทเน็ต ราคา 120 บาท
   เนื้อหาเป็นการอธิบายถึงทฤษฎีเกมและยกตัวอย่างเกมแบบต่างๆในชีวิตประจำวัน ทำให้เข้าใจได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้กลยุทธ์เด่น จุดสมดุลของแนช เกมปอดแหก เกมแห่งการร่วมใจ เกมต่อรอง
   แล้วหากนำทฤษฎีเกมไปใช้กับสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ก็คงบอกได้ว่า มีตัวอย่างที่พอเทียบเคียงได้ในหนังสือเล่มนี้ 
   แต่หากจะถามไปมากกว่านี้ว่า แล้วถ้านำทฤษฎีเกม ไปใช้แก้ปัญหาทางการเมือง ที่ต่างฝ่ายพร้อมจะแตกหักกันไปข้าง จะทำอย่างไร
   ก็หาคำตอบได้เช่นกัน นั่นคือ หนังสือเล่มนี้บอกไว้ว่า ในทฤษฎีเกม การคิดในเชิงกลยุทธ์นั้น จุดมุ่งหมายหาใช่การชนะฝ่ายตรงข้ามไม่ แต่จุดมุ่งหมายคือการเลือกทางเลือกเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองไว้ให้่ได้มากที่สุด
   หนังสือนี้ยังบอกว่า "ทุกวันนี้ คนเราเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการพยายามเอาชนะคนอื่น ทั้งที่ในบางสถานการณ์ เราไม่อยู่ในสถานะที่จะเอาชนะคนอื่นได้"
   "บางคนยอมทำร้ายตัวเอง เพียงเพื่อให้คนอื่นได้รับผลตอบแทนที่น้อยลง"
   คำตอบพอจะมีบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่า จะคิด จะทำกันบ้างหรือไม่ หรือรู้่มานานแล้ว แต่เพื่อชัยชนะแล้ว
   คนเราก็ทำได้ทุกวิถีทาง.. 

-------------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑

ช่างคิด

".. อ่านเล่มนี้แล้วให้คิดถึงคำพูดที่ว่า ศาสตร์ทุำกแขนงต่างเกี่ยวพันกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และก็ให้คิดถึงการเมืองกับการโฆษณา .."

หลายคนอาจเคยชมโฆษณาหลากหลายชนิด หลายครั้งที่เราสงสัยว่า "คิดได้ไงเนี๊ยะ"
   คนคิดโฆษณาเขาก็คิดว่า ต้องการถ่ายทอดวิธีการคิดมาบอกกล่าวเช่นกัน สมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก หรือแบด (B.A.D.) จึงได้ทำหนังสือชื่อ "ช่างคิด" พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550 โดยสำนักพิมพ์อะบุ๊ก ความหนา 208 หน้า ราคา 190 บาท
   เนื้อหาบอกเล่าถึงประสบการณ์และวิธีคิดของอดีตนายกแบด และคนเก่งในวงการอีกจำนวนหนึ่ง
   อ่านเล่มนี้แล้วให้คิดถึงคำพูดที่ว่า ศาสตร์ทุำกแขนงต่างเกี่ยวพันกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
   และก็ให้คิดถึงการเมืองกับการโฆษณา
   ก่อนหน้านี้ อาจจะมีน้อยคนนัก ซึ่งคิดว่า การเมืองจะต้องพึ่งพาการตลาดและการโฆษณา เหมือนดังสินค้าอื่นๆที่วางขายกันทั่วไปตามท้องตลาด
   แต่หลังจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 จำนวนคนซึ่งเชื่อเรื่องนี้ ก็มีมากขึ้น
   เมื่อพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้การตลาดนำการเมือง
   และแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เพียงใด พรรคไทยรักไทยก็ยังนำการตลาดมาใช้ในการเมือง ส่งผลให้พรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ คู่แข่ง ยอมรับที่จะนำการตลาดมาใช้บ้าง แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปาก
   ท้ายหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องของคุณธนญชัย ศรศรีวิชัย เขาบอกว่า เขารู้สึกเหมือนขี้หมาก้อนเล็กๆบนคอนกรีต ยิ่งทำงานยิ่งเหม็นตัวเอง แต่หลังจากที่โฆษณาที่เขาทำ มีส่วนเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กคนหนึ่งหาเงินมาให้แม่ เขาบอกว่า เขารู้่วิธีที่จะทำให้ขี้หมาอย่างที่เขาเป็น ไม่เหม็น
   อ่านแล้วก็อยากให้นักการเมืองมาอ่านบ้าง เผื่อจะได้คิดอะไรดีๆออกมาเยอะๆ และใช้โฆษณา ใช้การตลาดไปในทางที่ถูกที่ควร
   จะได้ไม่เหม็น.. 

-------------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๑

โลกจิต

".. อ่านแล้วให้คิดถึงนักการเมืองระดับหัวหน้าพรรคท่านหนึ่ง ซึ่งยังไม่เคยได้เป็นนายกรัฐมนตรี มีนักข่าวไปถามท่านเมื่อสัก 3-4 ปีที่แล้วว่า.. หากท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีบ้างแล้ว ท่านจะบ้าอำนาจหรือไม่ นักการเมืองท่านนั้นตอบกลับมาว่า "ไม่รู้สิ ผมยังไม่เคยได้เป็น" .."

ในโลกใบนี้ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย หลากหลายเรื่องหาคำอธิบายได้ให้เห็นกันอย่างชัดเจน
   แต่ก็มีหลายเรื่องที่หาคำอธิบายและพิสูจน์กันยังไม่ได้ เช่น ผีมีจริงหรือไม่ ซึ่งก็มีบรรดานักวิทยาศาสตร์พยายามหาทางพิสูจน์ หาทฤษฎีต่างๆมาอธิบาย
   หนึ่งในคำอธิบายนั้นบอกว่า มีสาเหตุมาจากสมองของคนเรา
   เรื่องราวเกี่ยวกับ "สมอง" ที่ว่านี้ แทนไท ประเสริฐกุล ได้เขียนไว้และรวมเป็นหนังสือชื่อ โลกจิต พิมพ์ครั้งแรกเดือนตุลาคม 2550 โดยสำนักพิมพ์ อะ บุ๊ค ความหนา 288 หน้่า ราคา 195 บาท
   เนื้อหาอธิบายหลากหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากสมองของมนุษย์ ทั้งเรื่องที่คนเราเกิดอาการความจำเสื่อม ความจำคนกลายเป็นความจำปลาทอง จำได้ 5 นาที แล้วก็ลืม จนมีคนตั้งฉายาให้เป็นผู้ใหญ่อัลไซเมอร์ แต่เรื่องในอดีตนั้นกลับจำได้แม่น เล่าให้ฟังได้่ไม่มีขาดตกบกพร่อง
   เรื่องไม่น่าเชื่อเกี่ยวกับคนที่แขนขาดไปแล้ว แต่สมองยังสั่งว่ามันยังอยู่
   เรื่องราวเกี่ยวกับอาการหูแว่ว ทำไมคนเราจึงเห็นผี ถูกผีอำ คิดว่าตายแล้วฟื้น หรือว่าถอดจิตได้ ก็อธิบายได้ด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับสมอง
   รวมไปถึงการอธิบายพฤติกรรม "บ้าอำนาจ" โดยยกงานวิจัยคลาสสิค "คุกจำลองของซิมบาร์โด ที่ต้องการจะดูว่า อำนาจจะทำให้คนธรรมดาทั่วไปจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนเลวได้หรือไม่
   ผลปรากฏว่า เปลี่ยนแปลงได้
   อ่านแล้วให้คิดถึงนักการเมืองระดับหัวหน้าพรรคท่านหนึ่ง ซึ่งยังไม่เคยได้เป็นนายกรัฐมนตรี มีนักข่าวไปถามท่านเมื่อสัก 3-4 ปีที่แล้วว่า มีนายกรัฐมนตรีบางคนถูกกล่าวหาว่า บ้าอำนาจ หากท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีบ้างแล้ว ท่านจะบ้าอำนาจหรือไม่ นักการเมืองท่านนั้นตอบกลับมาว่า "ไม่รู้สิ ผมยังไม่เคยได้เป็น"
   หรือแม้แต่เรื่องราววุ่นวายในบ้านเมืองขณะนี้ เมื่ออ่านหนังสือโลกจิตแล้ว ต่อมความคิดในแง่บวกของผมก็คิดไปว่า อาจจะมีผู้เกี่ยวข้องเกิดอาการบางอย่างตามหนังสือนี้ คือเมื่อก่อนเป็นคนดี แต่ตอนนี้ สมองอาจจะผิดปกติ ส่งผลให้หูแว่วว่ามีเสียงจากคนที่มองไม่เห็นสั่งให้ทำ หรือกล่าวหาอะไรท่าน ละเมอมองเห็นผี
   หรือส่งผลบ้าอำนาจจนปล่อยวางไม่ได้เสียที.. 

-----------------------------

หมายเหตุ - ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ รหัสหนังสือ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๑

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More